shopify vs woocommerce: เปิดร้านออนไลน์ในไทยเลือกตัวไหนดี

เทียบ shopify vs woocommerce แบบคนเปิดร้านจริงในไทย ตั้งแต่ต้นทุนตลอดปี ระบบจ่ายเงิน ไปจนถึงการยิงแอด อ่านก่อนตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์ม

shopify vs woocommerce: เปิดร้านออนไลน์ในไทยเลือกตัวไหนดี

shopify vs woocommerce เปิดร้านออนไลน์ในไทย เลือกแพลตฟอร์มไหนก่อนยิงแอด

Last updated: 2026-07-28

เปิดร้านออนไลน์ครั้งแรก คำถามที่ทำให้คนติดนานสุดมักไม่ใช่ “จะขายอะไร” แต่เป็น “ใช้ระบบไหนดี” และคู่ที่โผล่มาชนกันบ่อยที่สุดคือ shopify vs woocommerce หลายคนเลือกจากราคาป้ายหน้าเว็บอย่างเดียว เปิดไปสามเดือนถึงรู้ว่าต้นทุนจริงคนละเรื่องกับที่คิด บางคนเลือกเพราะ “เพื่อนใช้” แล้วมาเจอกำแพงตอนจะยิงแอดจริง ๆ

บทความนี้ไม่เทียบ feature เป็นตารางยาว ๆ ให้คุณงง แต่จะเล่าจากมุมคนที่ต้องเอาร้านไปต่อกับ Google Ads และ Merchant Center จริง ว่าสองตัวนี้ต่างกันตรงไหนที่ “มีผลกับกระเป๋าเงิน” และร้านแบบไหนควรเลือกอะไร

shopify vs woocommerce — Smiling woman in a fashion boutique using a laptop and phone.

Key Takeaways: Shopify คือระบบเช่ารายเดือนที่จบในตัว เปิดเร็ว ดูแลง่าย แต่ยืดหยุ่นน้อยและมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมพิเศษเมื่อใช้เกตเวย์ไทย ส่วน WooCommerce คือปลั๊กอินบน WordPress ที่คุณเป็นเจ้าของเองทั้งหมด ยืดหยุ่นสุดและไม่มีค่าธุรกรรมจากแพลตฟอร์ม แลกกับการต้องดูแล hosting-ความปลอดภัย-อัปเดตเอง คนงบน้อยไม่มีทีมเทคเลือก Shopify ก่อนได้ ส่วนร้านที่ SKU เยอะ ต้องการ logic ราคาซับซ้อน หรืออยากคุม data ยิงแอดเองเต็มที่ WooCommerce คุ้มกว่าในระยะยาว

shopify vs woocommerce ต่างกันตรงไหน สรุปในหนึ่งย่อหน้า

Shopify คือแพลตฟอร์มแบบ SaaS (เช่าใช้รายเดือน) เขาดูแลเซิร์ฟเวอร์ ความปลอดภัย และอัปเดตให้หมด คุณแค่จ่ายค่าสมาชิกแล้วเข้าไปตั้งร้านได้เลย ส่วน WooCommerce คือปลั๊กอินฟรีที่ติดตั้งบน WordPress ตัวปลั๊กอินไม่เสียเงิน แต่คุณต้องหา hosting เอง ต่อโดเมนเอง และรับผิดชอบการดูแลระบบทั้งหมดด้วยตัวเอง

ความต่างที่เป็นแก่นจริง ๆ ไม่ใช่ “อันไหนดีกว่า” แต่เป็นเรื่อง ความเป็นเจ้าของ กับ ความสะดวก Shopify ซื้อความสะดวกด้วยการยอมอยู่ในกรอบของเขา อยากทำอะไรนอกกรอบต้องหา app เสริมซึ่งส่วนใหญ่คิดเงินรายเดือนซ้อนเข้าไปอีก WooCommerce ให้อิสระเกือบไร้ขีดจำกัด เพราะโค้ดอยู่ในมือคุณ แต่อิสระนั้นมาพร้อมภาระ ถ้าเว็บล่มตอนตีสอง ไม่มีใครมาแก้ให้นอกจากคุณหรือคนที่คุณจ้าง

พูดง่าย ๆ Shopify เหมือนเช่าคอนโดพร้อมนิติบุคคลดูแล WooCommerce เหมือนซื้อที่ดินสร้างบ้านเอง อยู่สบายกว่าถ้าอยากได้ทุกอย่างตามใจ แต่ท่อตันเมื่อไหร่ก็เรื่องของคุณ

ต้นทุนจริงตลอดปี ไม่ใช่แค่ค่าเปิดร้าน

จุดที่คนพลาดกันมากคือดูแค่ราคาแพ็กเกจเดือนแรก ต้นทุนจริงของร้านออนไลน์กระจายอยู่หลายที่ และสองแพลตฟอร์มนี้ซ่อนต้นทุนคนละจุดกัน

Shopify คิดค่าสมาชิกรายเดือนเป็นขั้น ตัวเลขล่าสุดดูได้จากหน้า pricing ของ Shopify โดยตรง (ควรเช็กเองเพราะเขาปรับเป็นระยะ) แต่ต้นทุนที่คนไทยมองข้ามคือ ค่าธรรมเนียมธุรกรรม จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจ: Shopify Payments ซึ่งเป็นระบบรับเงินของ Shopify เอง ยังไม่เปิดให้ใช้ในไทย แปลว่าร้านไทยต้องต่อเกตเวย์ภายนอกอย่าง Omise หรือ 2C2P และเมื่อไม่ได้ใช้ Shopify Payments Shopify จะชาร์จค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกชั้นต่อทุกออเดอร์ ทับกับค่าธรรมเนียมที่เกตเวย์คิดอยู่แล้ว กำไรต่อชิ้นจึงถูกกินสองต่อ

WooCommerce ไม่มีค่าธรรมเนียมธุรกรรมจากตัวปลั๊กอินเลย คุณจ่ายแค่ค่าธรรมเนียมของเกตเวย์ที่เลือกใช้ตามจริง แต่ต้นทุนของมันไปโผล่ที่อื่น: ค่า hosting ที่แรงพอ ค่าธีมพรีเมียม ค่าปลั๊กอินที่ดี ๆ มักเป็นแบบต่ออายุรายปี และค่าคนดูแลเวลามีอะไรพัง ถ้าคุณทำเองเป็นก็ประหยัดไปเยอะ ถ้าต้องจ้าง freelance มาแก้ทุกครั้งที่อัปเดตแล้วเว็บเพี้ยน ตัวเลขก็วิ่งขึ้นเร็ว

กับดักที่พบบ่อย: นับแค่ค่าแพ็กเกจ ลืมค่าส่วนเสริม

ทั้งสองค่ายมีต้นทุนแฝงที่ไม่โผล่ในหน้าราคา ฝั่ง Shopify คือ app store ที่พออยากได้ฟังก์ชันจริงจัง เช่น ระบบสมาชิก ระบบ subscription หรือฟีดสินค้าขั้นสูง มักต้องติด app ที่คิดเงินรายเดือน สามสี่ตัวรวมกันบางทีแพงกว่าค่าแพ็กเกจหลักอีก ฝั่ง WooCommerce คือค่าปลั๊กอินพรีเมียมและค่า renew รายปีที่คนมักลืมกันเข้าปีที่สอง อย่าเทียบแค่ราคาเปิดร้าน ให้ลองบวกต้นทุนทั้งปีของทุกส่วนที่ร้านคุณจำเป็นต้องใช้จริง แล้วค่อยเทียบ

จ่ายเงินและยิงแอดในไทย จุดที่ตัดสินแพ้ชนะจริง

ถ้าร้านคุณโตด้วยการยิงแอด ไม่ใช่รอ organic อย่างเดียว เรื่องนี้สำคัญกว่าดีไซน์สวย ๆ เยอะ เพราะมันกระทบทั้งต้นทุนต่อออเดอร์และความแม่นของข้อมูลที่ใช้ปรับแอด

ด้านการรับเงิน ตลาดไทยมีของเฉพาะตัวที่ต้องรองรับให้ครบ ทั้ง PromptPay, บัตรเครดิต, ผ่อน 0% และเก็บเงินปลายทาง (COD) ที่ยังครองใจลูกค้าต่างจังหวัดอยู่มาก WooCommerce มีปลั๊กอินเกตเวย์ไทยให้เลือกเยอะและตั้ง COD ได้อิสระ Shopify ก็ต่อ Omise/2C2P ได้เหมือนกัน แต่ติดเรื่องค่าธรรมเนียมพิเศษที่พูดไปข้างบน ยิ่งยอดขายต่อเดือนสูง ส่วนต่างนี้ยิ่งบานเป็นเงินก้อน

ด้านการยิงแอด หัวใจอยู่ที่ การ track conversion ให้แม่น และ ฟีดสินค้าเข้า Google Merchant Center สำหรับ Shopping ads Shopify มี integration กับ Google สำเร็จรูป ตั้งค่าฟีดได้ไวกว่าสำหรับมือใหม่ ส่วน WooCommerce ยืดหยุ่นกว่าตรงที่คุณคุมโครงสร้างข้อมูลและ tracking ได้ลึกถึงระดับ server-side ถ้าอยากทำ Conversion API หรือ GA4 ผ่าน GTM แบบเต็มระบบ WooCommerce เปิดหน้างานให้ทำได้หมดเพราะเว็บเป็นของคุณ อ่านวิธีวางระบบได้ในคู่มือ MarTech Analytics & Tracking และการตั้ง GA4 + GTM + Conversion API

เรื่องฟีดสินค้า มาตรฐานของ Google อ่านได้จากศูนย์ช่วยเหลือ Merchant Center โดยตรง ประเด็นคือทั้งสองแพลตฟอร์มทำได้ ต่างกันที่ Shopify เร็วกว่าตอนเริ่ม ส่วน WooCommerce คุมรายละเอียดได้มากกว่าตอนต้องแก้ปัญหาสินค้าถูกปฏิเสธ

ผิดพลาดที่พบบ่อยตอนต่อ tracking

ที่เจอซ้ำ ๆ คือติด pixel ซ้อนสองที่ ทั้งจาก app ของแพลตฟอร์มและจาก GTM ที่ตั้งเอง ทำให้ยอด conversion นับเบิ้ล ตัวเลข ROAS บน dashboard เลยดูดีเกินจริง พอเอาไปตัดสินใจเพิ่มงบก็เพี้ยนตั้งแต่ต้น อีกอันคือลืมกรอง traffic ของทีมงานเองออก และตั้งฟีดสินค้าโดยไม่แมป field ให้ตรงจน Merchant Center ปฏิเสธสินค้าเงียบ ๆ กว่าจะรู้ตัวก็เสียเวลาไปหลายวัน ถ้าอยากทำให้ข้อมูลนิ่งจริง การขยับไประบบ server-side tracking ช่วยได้มาก และ WooCommerce ให้อิสระตรงนี้มากกว่า

แล้วร้านแบบไหนควรเลือกอะไร

แทนที่จะฟันธงว่าตัวไหนดีกว่า ให้ดูจากสถานการณ์ร้านคุณจริง ๆ ตัวเลขในตารางด้านล่างเป็น เกณฑ์ตัดสินใจที่ตั้งไว้ใช้เอง เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานอุตสาหกรรม ปรับตามบริบทของคุณได้

สถานการณ์ร้านคุณ (เกณฑ์ที่ตั้งเอง) ข้อจำกัดที่จะเจอ ควรเลือก / ทำ
งบตั้งต้นทั้งก้อน < ฿15,000 และไม่มีคนดูแลเว็บเลย WooCommerce จะพังตอนอัปเดตแล้วไม่มีคนแก้ Shopify ก่อน เอาให้ขายได้จริงแล้วค่อยย้ายทีหลัง
SKU > 5,000 หรือมี logic ราคา/ส่วนลดซับซ้อนหลายชั้น Shopify ดัดกฎนอกกรอบยาก ต้องซื้อ app ซ้อน WooCommerce คุม logic ได้เต็มที่
ยอดขาย > ฿500,000/เดือน ผ่านเกตเวย์ที่ไม่ใช่ Shopify Payments ค่าธรรมเนียมพิเศษ ~0.5-2% ต่อออเดอร์กินกำไรก้อนใหญ่ คำนวณส่วนต่างทั้งปี ถ้าเกินค่า dev มักคุ้มที่จะย้าย WooCommerce
อยากทำ server-side tracking + Conversion API เต็มระบบ Shopify เปิดให้แตะ backend จำกัด WooCommerce เพราะเว็บเป็นของคุณ
ต้องขึ้นร้านให้ทันแคมเปญภายใน 1-2 สัปดาห์ WooCommerce ตั้งแต่ศูนย์ใช้เวลา setup นานกว่า Shopify เปิดได้เร็วสุด

อ่านตารางแล้วจะเห็นว่าไม่มีคำตอบเดียว ร้านเล็กเพิ่งเริ่มที่ทีมยังไม่มีคนเทค Shopify คือทางที่เจ็บตัวน้อยสุด ให้ได้ลงสนามก่อน ส่วนร้านที่เริ่มมีปริมาณ มีทีม และต้องการคุมทั้งต้นทุนธุรกรรมและ data ยิงแอด WooCommerce จะคุ้มกว่าเมื่อโตถึงจุดหนึ่ง การย้ายจาก Shopify ไป WooCommerce ทำได้ แต่ก็มีต้นทุนของมัน วางแผนตั้งแต่แรกว่าจุดไหนคือจุดที่จะย้ายจะช่วยให้ไม่ต้องรื้อสองรอบ

FAQ

Shopify vs WooCommerce อันไหนถูกกว่าสำหรับร้านเล็ก?
ช่วงเริ่มต้นถ้านับรวมค่าดูแลและเวลาของคุณเอง Shopify มักถูกกว่าในทางปฏิบัติ เพราะไม่ต้องจ่ายค่า hosting-ค่าคนแก้ระบบแยก แต่พอยอดขายโตขึ้น ค่าธรรมเนียมธุรกรรมของ Shopify จะทำให้ WooCommerce กลับมาถูกกว่า จุดคุ้มทุนขึ้นกับยอดขายและว่าคุณดูแลเว็บเองได้ไหม

Shopify Payments ใช้ในไทยได้หรือยัง?
ณ ตอนที่เขียน ยังไม่เปิดให้ร้านไทยใช้ ต้องต่อเกตเวย์ภายนอกอย่าง Omise หรือ 2C2P และจะโดน Shopify คิดค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มอีกชั้น ควรเช็กสถานะล่าสุดกับ Shopify อีกครั้งเพราะนโยบายเปลี่ยนได้

WooCommerce เหมาะกับคนไม่เขียนโค้ดไหม?
ตั้งร้านพื้นฐานทำได้โดยไม่เขียนโค้ด แต่คุณยังต้องดูแลเรื่อง hosting ความปลอดภัย และการอัปเดตปลั๊กอินเอง ถ้าไม่อยากยุ่งกับหลังบ้านเลย Shopify ตรงกับคุณมากกว่า

ยิงแอด Google Shopping กับตัวไหนง่ายกว่า?
ตอนเริ่มต้น Shopify ตั้งฟีดเข้า Merchant Center ได้เร็วกว่าเพราะมี integration สำเร็จรูป แต่ถ้าอยากคุมโครงสร้างข้อมูลและ tracking ระดับลึก WooCommerce ให้อิสระมากกว่า

ย้ายจาก Shopify ไป WooCommerce ทีหลังได้ไหม?
ได้ ย้ายข้อมูลสินค้า ลูกค้า และออเดอร์ได้ แต่มีต้นทุนเวลาและค่าจ้าง โดยเฉพาะการเซ็ต tracking กับฟีดใหม่ให้เหมือนเดิม วางแผนล่วงหน้าว่าจะย้ายตอนไหนจะช่วยลดความเจ็บ

สรุป

สามข้อที่อยากให้ติดกลับไป: หนึ่ง อย่าเลือกจากราคาป้ายหน้าเว็บ ให้บวกต้นทุนทั้งปีของทุกส่วนที่ร้านคุณใช้จริง โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมธุรกรรมของ Shopify ที่ร้านไทยหนีไม่พ้น สอง Shopify เหมาะกับคนอยากเปิดเร็วและไม่มีทีมเทค ส่วน WooCommerce คุ้มกว่าเมื่อร้านโต ต้องการยืดหยุ่น และอยากคุม data ยิงแอดเอง สาม ไม่ว่าเลือกตัวไหน เรื่อง tracking กับฟีดสินค้าคือจุดที่ตัดสินว่าเงินค่าแอดคุ้มหรือละลาย ให้ความสำคัญตั้งแต่วันแรก

อยากต่อภาพให้ครบว่าเลือกแพลตฟอร์มแล้วเอาไปยิงแอดยังไงให้คุ้ม อ่านคู่มือ Google Ads สำหรับธุรกิจไทยฉบับเต็ม ต่อได้ หรือ subscribe newsletter รับ insight เรื่อง MarTech และ paid media ทุกสัปดาห์