ราคาทำโฆษณา facebook คิดยังไง? แยกค่าแอดกับค่าเอเจนซี่
ราคาทำโฆษณา facebook มีกี่ก้อน ค่าแอด ค่าบริหาร ค่า creative ต่างกันยังไง งบเท่าไหร่ถึงพอ อ่านวิธีคิดต้นทุนก่อนจ้างเอเจนซี่
ราคาทำโฆษณา facebook แพงจริงไหม แยกต้นทุน 3 ก้อนก่อนตัดสินใจจ้าง
Updated: 2026-07-26
“ทำ Facebook ads เดือนละเท่าไหร่” เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดคำถามหนึ่ง ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะคนถามกับคนตอบมักพูดถึงต้นทุนคนละก้อนกัน เจ้าของธุรกิจนึกถึงเงินก้อนเดียวที่โอนออกไปทั้งหมด เอเจนซี่ตอบเป็นค่าบริการของตัวเอง ส่วนคนขายคอร์สชอบโชว์เลข “เริ่มต้นวันละ 100 บาท” ที่ไม่มีความหมายในทางปฏิบัติ
บทความนี้แยก ราคาทำโฆษณา facebook ออกเป็นก้อนที่จับต้องได้ พร้อมอธิบายว่าทำไมงบน้อยเกินไปถึงทำให้ระบบของ Meta “ไม่ปล่อยของ” และจะรู้ได้ยังไงว่าค่าบริหารที่โดนเรียกคุ้มหรือไม่คุ้มกับงบที่มี
Key Takeaways: ราคาทำโฆษณา facebook ไม่ใช่เลขก้อนเดียว แต่มี 3 ก้อนคือค่าแอดที่จ่ายให้ Meta ตาม auction, ค่าบริหารจัดการ (เอเจนซี่/ฟรีแลนซ์/ทำเอง) และค่าผลิต creative งบขั้นต่ำที่ควรตั้งไม่ได้ดูจาก “วันละกี่บาท” แต่ดูจากว่ามากพอให้ ad set ออกจาก learning phase ไหม (Meta ต้องการ ~50 conversion ต่อสัปดาห์) โมเดลคิดเงินเอเจนซี่มีทั้งแบบ % ของ ad spend, retainer คงที่ และคิดเป็นโปรเจกต์ — แต่ละแบบคุ้มที่ระดับงบต่างกัน

ราคาทำโฆษณา facebook จริง ๆ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ตอบสั้นก่อน: ราคาทำโฆษณา facebook = ค่าแอด (ad spend) + ค่าบริหารจัดการ + ค่าผลิต creative สามก้อนนี้แยกกันชัดเจน และคนที่คิดว่าจ่ายก้อนเดียวจบมักเจ็บตัวตรงที่ประเมินก้อนใดก้อนหนึ่งต่ำไป
ก้อนแรก ค่าแอด คือเงินที่จ่ายให้ Meta โดยตรง เงินก้อนนี้ไม่มีเรตตายตัว เพราะมันคือราคาประมูลในระบบ auction ที่แข่งกับคนอื่นที่อยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเดียวกับคุณ ช่วงเทศกาลหรือกลุ่มที่คนแย่งกันเยอะ ราคาต่อการเข้าถึง (CPM) ก็ขยับขึ้นเอง คุณคุมได้แค่งบรวมกับการตั้งค่า ไม่ได้คุมราคาต่อหน่วยโดยตรง
ก้อนที่สอง ค่าบริหารจัดการ คือค่าแรงของคนที่ตั้งแคมเปญ ดูตัวเลข ปรับ audience และรายงานผล จะเป็นทีมในบริษัท ฟรีแลนซ์ หรือเอเจนซี่ก็ได้ ก้อนนี้ต่างหากที่คนมักลืมคิด แล้วไปเทียบราคาเอเจนซี่กันแบบผิดฐาน
ก้อนที่สาม ค่าผลิต creative — รูป วิดีโอ ข้อความ บางเจ้ารวมในค่าบริหาร บางเจ้าแยกคิด ถ้าไม่ถามให้ชัดตั้งแต่แรก ค่า creative นี่แหละที่โผล่มาเป็นบิลเซอร์ไพรส์
จำง่าย ๆ ว่าเวลาใครเสนอราคา ให้ถามกลับทันทีว่าเลขนั้น “รวมค่าแอดหรือยัง” เพราะคำว่า “เดือนละ 15,000” ของสองเจ้าอาจหมายถึงคนละอย่างกันโดยสิ้นเชิง อยากเข้าใจภาพรวมการยิงแอดบน Meta ทั้งระบบ อ่านต่อที่ Meta Ads Complete Guide สำหรับ B2B
โมเดลคิดเงินของเอเจนซี่ Facebook ads มีกี่แบบ
ค่าบริหารจัดการเป็นก้อนที่ต่อรองได้และเข้าใจผิดกันมากที่สุด เพราะแต่ละเจ้าคิดคนละโมเดล เวลาเทียบราคาจึงต้องเทียบให้ตรงโมเดลกันก่อน ไม่งั้นเหมือนเอาราคาข้าวจานเทียบกับราคาข้าวสารกิโล
หลัก ๆ มีสามแบบ และแต่ละแบบเหมาะกับระดับงบไม่เท่ากัน:
| โมเดลคิดเงิน | คิดยังไง | เหมาะกับใคร | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|---|
| % ของ ad spend | คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบแอด (มักอยู่ช่วง 10-20%) | งบใหญ่ที่ขยับขึ้นลงบ่อย | งบยิ่งเยอะเอเจนซี่ยิ่งได้เยอะ แม้งานเท่าเดิม |
| Retainer คงที่ | จ่ายเท่ากันทุกเดือนไม่ผูกกับงบ | คนที่อยากคุมต้นทุนบริหารให้นิ่ง | ถ้างบแอดเล็ก retainer อาจแพงกว่าค่าแอดเอง |
| คิดเป็นโปรเจกต์ | จ่ายครั้งเดียวต่อแคมเปญ/ต่อชิ้นงาน | แคมเปญสั้น มีจุดเริ่มจุดจบชัด | ไม่มีคนดูแลต่อเนื่องหลังจบงาน |
โมเดล % ของ ad spend เป็นที่นิยมเพราะฟังดูแฟร์ — จ่ายมากขึ้นเมื่อทำเงินมากขึ้น แต่มันมีจุดบอด คือแรงจูงใจของเอเจนซี่จะไปผูกกับ “การใช้งบให้เยอะ” ไม่ใช่ “การใช้งบให้คุ้ม” งบ 500,000 กับงบ 100,000 บางทีงานตั้งค่าไม่ได้ต่างกันห้าเท่า แต่ค่าบริหารต่างกันห้าเท่าตามเปอร์เซ็นต์
ในทางกลับกัน retainer คงที่จะเจ็บเมื่องบแอดของคุณเล็ก สมมติค่า retainer 20,000 บาท/เดือน แต่งบแอดคุณ 15,000 บาท เท่ากับคุณจ่ายค่าคนบริหารแพงกว่าตัวโฆษณาเอง เงินส่วนใหญ่ไม่ได้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายเลย ตรงนี้คือเหตุผลที่ต้องดูสัดส่วน ไม่ใช่ดูตัวเลขลอย ๆ อยากลงลึกเรื่องเปรียบเทียบต้นทุนจ้างกับทำเอง มีรายละเอียดที่ In-house vs Agency ต้นทุนจริง
งบเท่าไหร่ถึงเรียกว่าพอ และทำไมงบน้อยไป Meta ไม่ปล่อยของ
คำถาม “งบขั้นต่ำเท่าไหร่” ตอบด้วยตัวเลขวันละกี่บาทไม่ได้ ต้องตอบด้วยกลไกของระบบ Meta เอง
ทุก ad set ใหม่จะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า learning phase — เป็นช่วงที่ระบบเก็บข้อมูลเพื่อหาว่าใครมีแนวโน้มจะทำ conversion ตามที่คุณตั้งไว้ Meta ระบุในเอกสารเองว่า ad set ต้องได้ประมาณ 50 optimization event ต่อสัปดาห์ ถึงจะออกจาก learning phase ได้เสถียร (Meta: About the learning phase) ถ้างบน้อยจนได้ conversion ไม่ถึงระดับนี้ ระบบก็ optimize ไม่เต็มที่ ต้นทุนต่อผลลัพธ์เลยแพงกว่าที่ควรเป็น
แปลว่างบขั้นต่ำที่แท้จริงขึ้นกับว่า conversion หนึ่งครั้งของคุณมีต้นทุนเท่าไหร่ ถ้าต้นทุนต่อ lead อยู่ที่หลักร้อยปลาย ๆ งบที่จะพา ad set ให้ครบ 50 event/สัปดาห์ก็ต้องสูงตามไปด้วย ไม่ใช่เพราะ Meta โลภ แต่เพราะคณิตศาสตร์ของ machine learning มันต้องการปริมาณข้อมูล
ตารางนี้ช่วยวินิจฉัยว่างบหรือการตั้งค่าของคุณกำลังมีปัญหาก้อนไหน — เลขที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจสำหรับเริ่มต้น ปรับตามธุรกิจได้:
| อาการ (ตัวเลขที่เห็นใน Ads Manager) | สาเหตุน่าจะเป็น | สิ่งที่ทำ |
|---|---|---|
| ได้ conversion < 50 ครั้ง/สัปดาห์ ต่อ ad set | หลุดออกจาก learning phase ไม่ได้ (Meta spec) | รวม ad set ที่ซ้ำกัน, ลดจำนวนแคมเปญ, ขยับ event ที่ optimize ให้เกิดบ่อยขึ้น |
| Frequency ไต่เกิน ~3-4 แล้ว CPM พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ | audience แคบไป / creative เริ่มล้า | เปลี่ยนชุด creative, ขยาย audience, ตั้งเพดาน frequency |
| ค่าบริหาร > ~30% ของงบแอด (ที่งบเล็ก) | เลือกโมเดลคิดเงินไม่เข้ากับขนาดงบ | ย้ายจาก % ไป flat fee, รวมงาน, หรือพิจารณาทำเอง |
| งบเท่าเดิมแต่ต้นทุนต่อ lead ค่อย ๆ แพงขึ้นทุกเดือน | ตลาดแข่งขันสูงขึ้น + creative เดิมซ้ำ | หมุน creative ใหม่, ทดสอบ audience ใหม่, ตรวจ tracking ว่านับครบ |
เกณฑ์ 30% ในแถวที่สามเป็นเส้นแบ่งที่เราใช้เตือนตัวเองว่า “เงินกำลังไปถึงลูกค้าน้อยกว่าที่ควร” ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานอุตสาหกรรม — ธุรกิจที่งบสูงมากอาจรับค่าบริหารเป็นสัดส่วนต่ำกว่านี้ได้สบาย
จ้างเอเจนซี่ ทำเอง หรือจ้างฟรีแลนซ์ แบบไหนคุ้มกับงบคุณ
พอแยกต้นทุนออกเป็นก้อนแล้ว การตัดสินใจว่าจะจ้างแบบไหนจะง่ายขึ้น เพราะมันกลายเป็นคำถามเรื่องสัดส่วน ไม่ใช่เรื่อง “เจ้าไหนถูกสุด”
ถ้างบแอดยังอยู่หลักหมื่นต้น ๆ การจ้างเอเจนซี่แบบ retainer มักไม่คุ้ม เพราะค่าบริหารจะกินสัดส่วนใหญ่ ช่วงนี้ทำเองหรือจ้างฟรีแลนซ์รายเดือนมักสมเหตุสมผลกว่า พองบขยับขึ้นถึงระดับที่การบริหารเริ่มกินเวลาคุณมากจนเสียโอกาสไปทำอย่างอื่น นั่นคือจุดที่เอเจนซี่เริ่มคุ้ม — ไม่ใช่เพราะเขาถูกกว่า แต่เพราะเวลาคุณมีค่ากว่าค่าบริหารที่จ่าย
ผิดพลาดที่พบบ่อยตอนเทียบราคา
จุดที่คนพลาดกันซ้ำ ๆ มีอยู่ไม่กี่เรื่อง เรื่องแรกคือเทียบราคาโดยไม่ถามว่ารวมค่าแอดไหม จนได้ตัวเลขที่เทียบกันไม่ได้ตั้งแต่ต้น เรื่องที่สองคือดูแต่ค่าบริหารถูกสุดโดยไม่ดูว่าใครรับผิดชอบ creative — สุดท้ายต้องจ้างผลิตรูปวิดีโอเพิ่มเอง รวมแล้วแพงกว่า
อีกกับดักที่เจอบ่อยคือจ้างเอเจนซี่ทั้งที่งบแอดยังเล็กมาก เงินเลยไหลไปเป็นค่าบริหารเกินครึ่ง แทนที่จะไปถึงกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเซ็นสัญญาควรถามให้ครบว่าใครถือ ad account (ควรเป็นชื่อคุณ ไม่ใช่ของเอเจนซี่), รายงานผลถี่แค่ไหน และถ้าเลิกจ้างข้อมูลแคมเปญยังอยู่กับคุณไหม รายการคำถามที่ควรถามก่อนจ้างมีครบใน คู่มือเลือกเอเจนซี่โฆษณา B2B
เรื่องสุดท้ายที่มองข้ามบ่อยคือ การวัดผล ถ้า tracking ตั้งไม่ครบ ตัวเลข conversion ที่เห็นบน dashboard อาจสูงกว่าความจริง เพราะนับซ้ำหรือนับ traffic ภายในปนเข้าไป จ่ายค่าบริหารแพงแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ถ้าฐานตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจมันเพี้ยน วางระบบ tracking ให้ถูกก่อนเริ่มดูที่ ตั้งค่า Facebook Pixel + Conversion API
FAQ
ราคาทำโฆษณา facebook เริ่มต้นที่เท่าไหร่?
ไม่มีเลขตายตัว เพราะขึ้นกับต้นทุน conversion ในธุรกิจคุณและระดับการแข่งขันในกลุ่มเป้าหมาย เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงกว่า “วันละกี่บาท” คือถามว่างบมากพอให้ ad set ได้ conversion ราว 50 ครั้ง/สัปดาห์ไหม ถ้าไม่ถึง ระบบจะ optimize ได้ไม่เต็มที่
ค่าแอดกับค่าบริหารต่างกันยังไง?
ค่าแอดคือเงินที่จ่ายให้ Meta โดยตรงตามการประมูลในระบบ auction ส่วนค่าบริหารคือค่าแรงคนที่ตั้งและดูแลแคมเปญ สองก้อนนี้แยกกัน เวลาใครเสนอราคาให้ถามทุกครั้งว่าตัวเลขรวมค่าแอดหรือยัง
จ้างเอเจนซี่คิดกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะแฟร์?
โมเดล % ของ ad spend มักอยู่ช่วง 10-20% แต่ “แฟร์” ไม่ได้วัดจากเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว ต้องดูสัดส่วนต่องบด้วย ถ้างบเล็กแล้วค่าบริหารเกิน ~30% ของงบแอด ลองพิจารณา flat fee หรือทำเองแทน
ทำไมงบน้อยแล้วยิงแอดไม่เวิร์ค?
เพราะ machine learning ของ Meta ต้องการปริมาณข้อมูลเพื่อหากลุ่มที่ใช่ งบน้อยจน conversion ไม่ถึงระดับที่ระบบเรียนรู้ได้ ต้นทุนต่อผลลัพธ์เลยแพงกว่าที่ควร ปัญหาไม่ใช่ Facebook แพง แต่เป็นเรื่องปริมาณข้อมูลไม่พอ
ค่า creative รวมอยู่ในราคาที่เอเจนซี่เสนอไหม?
แล้วแต่เจ้า บางที่รวม บางที่แยกคิดเป็นชิ้น ต้องถามให้ชัดตั้งแต่แรก เพราะค่าผลิตรูปวิดีโอที่ไม่ได้ตกลงไว้ก่อนมักโผล่มาเป็นบิลเพิ่มทีหลัง
สรุป
ราคาทำโฆษณา facebook ไม่เคยเป็นเลขก้อนเดียว การแยกมันออกเป็นค่าแอด ค่าบริหาร และค่า creative คือก้าวแรกที่ทำให้เปรียบเทียบข้อเสนอได้ตรงฐานและตัดสินใจได้จริง
สามเรื่องที่อยากให้จำกลับไป: หนึ่ง — เวลาเทียบราคาเสมอถามว่า “รวมค่าแอดหรือยัง” สอง — งบขั้นต่ำดูจากว่าพา ad set ครบ ~50 conversion/สัปดาห์ได้ไหม ไม่ใช่วันละกี่บาท สาม — โมเดลคิดเงินต้องเข้ากับขนาดงบ ถ้าค่าบริหารกินสัดส่วนใหญ่เกินไป เงินก็ไม่ได้ไปถึงลูกค้า
อยากต่อยอดให้ระบบยิงแอดคุ้มขึ้น เริ่มที่ Meta Ads Guide สำหรับ B2B ไทย หรือสมัคร newsletter รับ insight เรื่อง paid media และ MarTech ทุกสัปดาห์ ทีม Adsitec ทำงานด้าน B2B paid media ถ้าอยากปรึกษาเป็นกรณี ๆ ดู บริการ ได้