shopee ads ตั้งค่า ยังไงให้ ROAS คุ้ม ไม่เผางบค่าคลิก
คู่มือ shopee ads ตั้งค่า ตั้งแต่เลือกประเภทแอด ตั้ง bid ยันอ่านผล ROAS แบบไม่เผาเงิน เริ่มยิงแอดขายของบน Shopee ให้คุ้มปี 2026
shopee ads ตั้งค่า ครั้งแรก ทำอะไรก่อน-หลัง ให้ยอดขายมาไม่เผางบ
Last updated: 2026-09-13
เปิดร้านมาสักพัก สินค้าดี รีวิวก็โอเค แต่ยอดนิ่ง พอกดยิงแอดครั้งแรก งบหมดเร็วมาก คลิกเข้ามาเยอะแต่ไม่มีใครกดสั่ง สุดท้ายปิดแอดทิ้งแล้วสรุปว่า “Shopee Ads ไม่เวิร์ก” — จริง ๆ ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวแพลตฟอร์ม แต่อยู่ที่ตอน shopee ads ตั้งค่า เราเลือกประเภทแอดผิด ตั้ง bid มั่ว แล้วไม่ได้ดูตัวเลขที่ควรดู บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่เข้าหน้า Marketing Centre ครั้งแรก เลือกประเภทแอดให้ตรงเป้า ตั้งงบกับราคาบิดแบบไม่เผาเงิน ไปจนถึงวิธีอ่านผลแล้วปรับให้ ROAS ขึ้นจริง
Key Takeaways: Shopee Ads มี 3 กลุ่มหลักคือ Search Ads, Discovery Ads และ Shop Ads แต่ละแบบทำงานคนละจังหวะของคนซื้อ เริ่มด้วยสินค้าที่มีรีวิว/ยอดขายอยู่บ้างแล้วก่อนค่อยยิง เพราะแอดขยายของที่ขายได้ ไม่ได้เสกของที่ขายไม่ออกให้ขายดี ตั้ง bid จากตัวเลข ROAS เป้าที่รับได้ ไม่ใช่ยิงสูงไว้ก่อน แล้วอ่านผลจาก CTR กับ Conversion Rate แยกกัน เพราะมันบอกคนละปัญหา

shopee ads ตั้งค่า เริ่มตรงไหน และมันทำงานยังไง
หัวใจของ shopee ads ตั้งค่า คือการจ่ายเงินเพื่อ “แซงคิว” ในหน้าที่คนกำลังจะซื้ออยู่แล้ว — ไม่ว่าจะเป็นหน้าค้นหา หน้าแนะนำสินค้า หรือหน้ารายละเอียดสินค้าของคู่แข่ง ระบบเป็นการประมูล (auction) ที่คุณตั้งราคาสูงสุดที่ยอมจ่ายต่อคลิก แล้วระบบเอาราคานั้นไปแข่งกับร้านอื่นที่ยิงคำเดียวกัน
เข้าได้จาก Seller Centre > Marketing Centre > Shopee Ads (บางเวอร์ชันขึ้นเป็น “โฆษณาของฉัน”) จากตรงนี้คุณจะเห็นปุ่มสร้างแอดแยกตามประเภท ก่อนกดสร้าง มีสามอย่างที่ต้องเช็กในหัวก่อน:
- สินค้าที่จะยิง มีรีวิวและยอดขายมาบ้างแล้วหรือยัง — ของที่ conversion เป็น 0 อยู่แล้ว ยิงไปก็แค่จ่ายค่าคลิกให้คนเข้ามาแล้วออก
- ราคากับโปรของคุณสูสีตลาดไหม — คนกดจากแอดเข้ามาเทียบราคาทันที ถ้าแพงกว่าชัด ๆ แอดช่วยไม่ได้
- คุณ รับ ROAS เท่าไรถึงเรียกว่าคุ้ม — ตัวเลขนี้ต้องรู้ก่อนตั้ง bid ไม่ใช่มารู้ทีหลัง
ROAS (Return on Ad Spend) คือรายได้จากแอดหารด้วยค่าแอด ยกตัวอย่างการคำนวณ (สมมติ): จ่ายค่าแอด 1,000 บาท ได้ยอดขายจากแอด 4,000 บาท = ROAS 4.0 แปลว่าทุก 1 บาทที่จ่าย ได้ยอดกลับมา 4 บาท ตัวเลขนี้จะเป็นเข็มทิศของทุกการตัดสินใจต่อจากนี้ รายละเอียดเรื่องการวัดผลข้ามช่องทาง อ่านเพิ่มที่ MarTech Analytics & Tracking Guide
เลือกประเภทแอดให้ตรงจังหวะที่คนกำลังจะซื้อ
นี่คือจุดที่คนตั้งค่าครั้งแรกพลาดบ่อยสุด — ยิงทุกแบบพร้อมกันเพราะไม่รู้ว่าแต่ละอันต่างกันตรงไหน ทั้งที่มันคุมคนละด่านของการตัดสินใจซื้อ
Search Ads (โฆษณาค้นหา) ดันสินค้าคุณขึ้นบนสุดของหน้าผลค้นหา เมื่อคนพิมพ์คำที่คุณบิดไว้ นี่คือกลุ่ม intent สูงสุด เพราะคนพิมพ์ “เก้าอี้ทำงานเพื่อสุขภาพ” คือคนที่ตั้งใจหาของชิ้นนั้นจริง ๆ เริ่มยิงตัวนี้ก่อนเสมอถ้างบจำกัด
Discovery Ads (โฆษณาแนะนำ) เอาสินค้าไปโผล่ในหน้า “สินค้าที่คล้ายกัน” หรือหน้าแนะนำ กลุ่มนี้ยังไม่ได้ตั้งใจซื้อของคุณ แต่กำลังเปิดดูอยู่ เหมาะกับการขยายฐานหลังจาก Search นิ่งแล้ว
Shop Ads / Boost ดันทั้งร้าน เหมาะกับช่วงแคมเปญใหญ่ (เช่น 11.11) ที่อยากให้คนรู้จักแบรนด์ ไม่ใช่ขายชิ้นเดียว
เริ่มด้วยตัวไหน ถ้าเพิ่งตั้งค่าครั้งแรก
ถ้าเพิ่งเริ่ม อย่าเปิดทั้งสามแบบพร้อมกัน เลือก Search Ads กับสินค้าเรือธง 3-5 ตัวที่ขายดีอยู่แล้ว ตั้งงบต่อวันไว้ก้อนเดียว รันให้ครบอย่างน้อย 7 วันก่อนตัดสินใจอะไร เพราะระบบต้องเก็บข้อมูลพอที่จะเรียนรู้ว่าใครกดแล้วซื้อ การเปิดครบทุกแบบตั้งแต่วันแรกทำให้งบกระจายจนแต่ละแอดไม่มีข้อมูลพอให้อ่านผล เรื่องการเลือกช่องทางตาม intent ของคนซื้อ มีตรรกะคล้ายกับ TikTok Ads Guide Thailand
ตั้ง bid กับงบยังไงไม่ให้เผาเงินตั้งแต่วันแรก
Shopee ให้เลือกโหมดบิดสองแบบ: Auto bidding (ระบบปรับราคาให้เพื่อไล่ยอดขาย) กับ Manual bidding (คุณกำหนดราคาต่อคลิกเอง) มือใหม่มักเริ่มด้วย Auto เพราะง่าย แต่ปัญหาคือคุณจะไม่เห็นว่าเงินไหลไปคำไหน พอจะปรับก็ไม่รู้ปรับตรงไหน
แนะนำให้เริ่มด้วย Manual สำหรับ Search Ads เพราะได้เห็นทุกคีย์เวิร์ดว่าคำไหนทำเงิน คำไหนเผางบ วิธีตั้งราคาที่ไม่ใช่การเดา: ตั้งจาก ROAS เป้าย้อนกลับ
ยกตัวอย่างการคำนวณ (สมมติ): สินค้าราคา 500 บาท กำไรขั้นต้น 40% = 200 บาท/ชิ้น ถ้าคุณอยากได้ ROAS อย่างน้อย 5.0 แปลว่าค่าแอดต่อการขาย 1 ชิ้นต้องไม่เกิน 100 บาท ถ้าสมมติ Conversion Rate ของสินค้านี้อยู่ราว 5% (คลิก 20 ครั้งได้ 1 ออร์เดอร์) ราคาต่อคลิกสูงสุดที่รับได้ = 100 ÷ 20 = 5 บาท/คลิก นั่นคือเพดาน bid ของคุณ ไม่ใช่ตัวเลขที่ Shopee แนะนำมาแล้วกดตามเฉย ๆ
เลือกคีย์เวิร์ดและ match type ให้ถูก
Search Ads ให้เลือกได้ว่าจะจับคำแบบ Exact Match (ตรงเป๊ะ) หรือ Broad Match (ครอบคลุมคำใกล้เคียง) เริ่มด้วย Broad เพื่อเก็บข้อมูลว่าคนค้นด้วยคำอะไรบ้าง รันไปสัก 1-2 สัปดาห์แล้วดูรายงาน search term คำไหนที่ได้ออร์เดอร์จริงให้ย้ายไปตั้ง Exact แล้วบิดสูงขึ้น ส่วนคำที่กินงบแต่ไม่มีออร์เดอร์ให้ตัดทิ้งหรือใส่เป็น negative keyword
ค่าปรับพวกนี้ควรทำหลังมีข้อมูลพอ ไม่ใช่วันแรก — คิดเป็น loop: ยิง Broad เก็บคำ → คัดคำที่ขายได้ไป Exact → ตัดคำเผางบ → รอบใหม่ นี่คือส่วนที่คนขยัน “ปรับทุกวัน” มักทำพัง เพราะปรับก่อนข้อมูลนิ่ง
อ่านผลแล้วปรับ — ตัวเลขไหนบอกปัญหาอะไร
จุดที่แยกคนยิงแอดเป็นกับไม่เป็น คือการอ่านตัวเลขให้ออกว่ามันชี้ปัญหาคนละจุด CTR ต่ำ กับ Conversion ต่ำ แก้คนละเรื่องกันคนละทาง อย่าเหมารวมว่า “แอดไม่ดี”
ตารางนี้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ (operating threshold) ที่เราตั้งไว้เพื่อใช้ไล่ปัญหา — ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ปรับตัวเลขให้เข้ากับหมวดสินค้าและมาร์จิ้นของคุณเองได้:
| อาการ (metric) | สาเหตุน่าจะเป็น | สิ่งที่ทำ |
|---|---|---|
| Impression เยอะ แต่ CTR < 1% | รูปปก/ราคา/ชื่อสินค้าไม่ดึง ในหน้าผลค้นหา | เปลี่ยนรูปปกให้เห็นสินค้าชัด, ใส่คีย์ในชื่อ, เช็กราคาเทียบคู่แข่ง |
| CTR โอเค (> 2%) แต่ Conversion Rate < 2% | หน้าสินค้า/รีวิว/ราคาไม่ปิดการขาย | เพิ่มรูปรายละเอียด, เก็บรีวิว, จัดโปรส่งฟรี, เทียบราคาหน้าคู่แข่ง |
| ROAS < เป้าที่ตั้ง (เช่น < 3.0) | bid สูงเกินมาร์จิ้น หรือยิงคำ intent ต่ำ | ลด bid คำที่ ROAS ต่ำ, ตัด Broad คำกว้าง, ย้ายงบไปคำที่ขายได้ |
| งบหมดก่อนเที่ยง แต่ยอดมา | งบต่อวันตัน demand ยังมี | ค่อย ๆ เพิ่มงบทีละ 20-30% ไม่กระโดด, ดู ROAS ว่ายังทรงไหม |
| จ่ายค่าคลิกเยอะ แต่ยอดขายรวมไม่ขยับ | แอดกินยอดที่ยังไงก็ขายได้ (cannibalize) | เทียบยอด organic ช่วงก่อน-หลังยิง, โฟกัสคำที่ organic ยังไม่ติดอันดับ |
แถวสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิด — ถ้าคนพิมพ์ชื่อแบรนด์คุณตรง ๆ อยู่แล้วเขาก็จะซื้ออยู่ดี การไปบิดคำแบรนด์ตัวเองบางทีคือการจ่ายเงินซื้อยอดที่ได้ฟรีอยู่แล้ว การแยก “ยอดที่แอดสร้างเพิ่มจริง” ออกจาก “ยอดที่ย้ายจาก organic มา” คือหลัก attribution เดียวกับที่ใช้ในช่องทางอื่น อ่านลึกได้ที่ Attribution Model B2B Guide
ผิดพลาดที่พบบ่อยตอนตั้งค่าครั้งแรก
สิ่งที่เห็นซ้ำ ๆ ในร้านที่บอกว่า “ยิงแอดแล้วขาดทุน”: เปิดครบทุกประเภทแอดพร้อมกันจนอ่านผลไม่ออกว่าอันไหนเวิร์ก, ปรับ bid ทุกวันก่อนข้อมูลจะนิ่ง (ระบบยังอยู่ในช่วงเรียนรู้), ยิงสินค้าที่ยังไม่มีรีวิวเลย, และดูแค่ยอดขายรวมโดยไม่แยก ROAS รายคีย์เวิร์ด สี่ข้อนี้แก้ได้หมดด้วยการเริ่มเล็ก รอข้อมูล แล้วค่อยขยายเฉพาะสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าทำเงิน
FAQ — คำถามที่คนยิงแอด Shopee ถามบ่อย
Q: shopee ads ตั้งค่า ต้องใช้งบขั้นต่ำเท่าไร?
Shopee มีงบเริ่มต้นต่อวันที่ต่ำพอให้ทดลองได้ ประเด็นไม่ใช่งบน้อยไปแต่คือ “รันนานพอไหม” — ตั้งงบที่คุณยอมเสียเพื่อเก็บข้อมูล 7-14 วันโดยไม่ต้องปิดกลางคัน สำคัญกว่าการอัดงบเยอะแล้วปิดใน 2 วัน
Q: Auto bidding กับ Manual bidding เลือกอันไหน?
ถ้าเพิ่งเริ่มและอยากเข้าใจว่าเงินไปไหน เลือก Manual เพราะเห็นทุกคีย์เวิร์ด พอชำนาญและมีคีย์เวิร์ดที่พิสูจน์แล้วเยอะ ค่อยใช้ Auto ช่วยสเกล
Q: ยิงแล้วมีคนกดเยอะแต่ไม่ซื้อ แก้ยังไง?
นี่คืออาการ CTR ดีแต่ Conversion ต่ำ — ปัญหาอยู่ที่หน้าสินค้า ไม่ใช่ที่แอด ไปดูรูปรายละเอียด รีวิว ราคาเทียบคู่แข่ง และเงื่อนไขส่งฟรีก่อน อย่าเพิ่งเพิ่ม bid
Q: ควรรันแอดนานแค่ไหนก่อนตัดสินใจปิด?
อย่างน้อย 7 วันสำหรับ Search Ads เพราะระบบต้องมีข้อมูลพอจะหาคนที่กดแล้วซื้อ ปิดเร็วกว่านั้นคือตัดสินจากข้อมูลที่ยังไม่นิ่ง
Q: ROAS เท่าไรถึงเรียกว่าคุ้ม?
ขึ้นกับมาร์จิ้นสินค้าคุณ ของมาร์จิ้นบางต้องการ ROAS สูง ของมาร์จิ้นหนาอยู่ได้ที่ ROAS ต่ำกว่า คำนวณจากกำไรขั้นต้นย้อนกลับเหมือนตัวอย่างด้านบน แล้วใช้ตัวเลขนั้นเป็นเส้นแบ่ง
สรุป
shopee ads ตั้งค่า ให้คุ้มไม่ได้อยู่ที่ปุ่มลับหรือสูตรบิดวิเศษ แต่อยู่ที่ลำดับการคิด: (1) เริ่มด้วย Search Ads กับสินค้าที่ขายได้อยู่แล้ว อย่าเปิดครบทุกแบบพร้อมกัน (2) ตั้ง bid จาก ROAS เป้าที่คำนวณย้อนจากกำไร ไม่ใช่ยิงสูงไว้ก่อน (3) อ่าน CTR กับ Conversion Rate แยกกันเพราะมันชี้คนละปัญหา แล้วปรับหลังข้อมูลนิ่ง ไม่ใช่ทุกวัน
เริ่มเล็ก รอข้อมูล ขยายเฉพาะคีย์เวิร์ดที่พิสูจน์แล้วว่าทำเงิน — เท่านี้ก็ต่างจากร้านที่เผางบไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว
อยากต่อภาพให้ครบว่าจะวัดผลข้ามช่องทาง (Shopee + โซเชียล + เว็บ) ยังไงให้เห็นของจริง อ่าน คู่มือ Guides รวมทุก Pillar หรือดูวิธีตั้งระบบ tracking ที่ MarTech Analytics & Tracking Guide และเทียบวิธีตั้งค่าใน Shopee กับเอกสารทางการที่ Shopee Seller Centre ได้โดยตรง